L O A D I N G
blog banner
Saving Private Ryan

ย้อนรอยหนังเก่า Saving Private Ryan กับเรื่องราวที่คุณอาจยังไม่รู้

หากพูดถึงหนังสงครามที่ยิ่งใหญ่ และสมจริงที่สุด Saving Private Ryan (1998) ของผู้กำกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก น่าจะเป็นหนังที่หลายๆ คนนึกถึง และถือเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ฮอลลีวูด ด้วยการเข้าชิงออสการ์ 11 สาขาและคว้ารางวัลได้ถึง 5 สาขา

โดยในหนังเรื่องนี้มีเรื่องราวอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการยกพลขึ้นบกของฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้นายทหารจากตระกูลไรอันเสียชีวิตทั้งหมด เหลือเพียงพลทหาร เจมส์ ไรอัน (แม็ตต์ เดมอน) ลูกชายคนเล็กของบ้านที่ยังมีชีวิตอยู่ในระหว่างการรบพุ่งแนวหน้า และเพื่อไม่ให้บุตรชายจากตระกูลนี้ต้องเสียชีวิตจากสงครามหมดทั้งสี่คน กองทัพสหรัฐฯ จึงได้มอบหมายให้ร้อยเอก จอห์น มิลเลอร์ (ทอม แฮงค์ส) ออกตามหาพลทหารไรอันและพากลับบ้านให้ได้อย่างปลอดภัย

หลายๆ คนอาจจะจดจำภาพและเรื่องราวคร่าวๆ ในหนังได้เป็นอย่างดี แต่ก็อาจมีบางเรื่องที่เป็นเบื้องหลังกว่าจะออกมาเป็นหนังที่น่าประทับใจแบบนี้โดยที่หลายๆ คนอาจยังไม่เคยรู้ วันนี้เราเอาเรื่องราวเรื่องราวเหล่านั้นมาให้คุณได้อ่านกัน

1. สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง
เรื่องราวต้นแบบมาจากชีวิตจริงของพี่น้องนีแลนด์ เมื่อ 4 พี่น้องที่เข้าร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย 3 จาก 4 คนต้องเสียชีวิตในสงคราม ซี่งคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตถูกกองทัพส่งกลับบ้านในทันทีเพื่อไม่ให้ครอบครัวนีแลนด์ต้องสูญเสียคนในครอบครัวไปทั้งหมด โดยในเวลาต่อมา 1 ใน 3 คนที่ได้รับรายงานว่าว่าเสียชีวิตไปแล้ว ได้ถูกพบอีกครั้งที่พม่าห ลังจากหลบหนีออกจากค่ายกักกันในญี่ปุ่น ทำให้สุดท้ายแล้ว พวกเขาคือ 2 คนพี่น้องที่มีชีวิตรอดจากทั้งหมด 4 คน

2. แม็ตต์ เดมอน กับความเป็นนักแสดงหน้าใหม่
ผู้กำกับอย่าง สปีลเบิร์กอยากได้นักแสดงหน้าใหม่และมีลุคแบบอเมริกัน ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักมารับบทเป็นพลทหารไรอัน โดย แม็ตต์ เดมอน ที่ตอนนั้นยังเป็นนักแสดงเบอร์เล็กๆ อยู่ ถูกเลือกให้มารับบท แต่หนึ่งปีก่อนหน้าที่ Saving Private Ryan ออกฉาย เดมอนก็โด่งดังไปทั่วโลกพร้อมๆ กับเพื่อนรักอย่าง เบน แอฟแฟล็คในฐานะมือเขียนบทรางวัลออสการ์จาก Good Will Hunting (1997) จึงทำให้ช่วงเวลาที่หนังของสปีลเบิร์กออกฉาย เดมอนก็กลายเป็นดาวรุ่งคนใหม่ของฮอลลีวูดไปแล้วเรียบร้อย


3. เน้นบรรยากาศเก่าที่สมจริง
เพื่อจะสร้างบรรยากาศให้หนังดูมาจากยุคสงครามโลก สปีลเบิร์กและผู้กำกับภาพอย่าง จานุสซ์ คามินสกี ได้ลุยดูฟุตเตจเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในยุคนั้นจำนวนมาก ก่อนจะแปลงสีฟิล์มให้เหมือนถ่ายทำด้วยกล้องสมัย 1940 อีกด้วย ซึ่งผลลัพธ์ออกมาดูยอดเยี่ยมมากๆ

4. ต้องปรับสีใหม่เพื่อให้ได้ฉายทางทีวี
สีในฟุตเตจหนังถูกปรับลดลงถึง 60 เปอร์เซ็นต์เพื่อให้คนดูเกินอารมณ์แห้งแล้ง ซึ่งเมื่อมันถูกฉายบนจอภาพยนตร์นั้นก็ดูสวยงาม แต่เมื่อนำหนังเรื่องนี้มาฉายทางโทรทัศน์ เพราะด้วยเวอร์ชั่นที่สีจางลง คนดูต่างร้องเรียนว่าภาพจางจนแทบดูไม่รู้เรื่อง ทำให้พวกเขาต้องเพิ่มความอิ่มตัวของสีในหนังจนเทียบเท่ากับหนังเรื่องอื่นๆ ก่อนออกฉายทางโทรทัศน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *